จังหวัดชุมพรจัดพิธีน้อมรำลึกสดุดีพระเกียรติคุณกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ครบรอบปีที่ 99
19 พ.ค. 2565, 18:45 น.
              วันที่ 19 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.00 น. นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางปวีณ์ริศา เกิดสม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร นำข้าราชการพลเรือน ตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาวชุมพรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีวางพวงมาลา และกล่าวสดุดีพระเกียรติคุณ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เนื่องใน วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ 19 พฤษภาคม ซึ่งเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 99 ณ ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ต.หาดทรายรี อ.เมืองชุมพร
              พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นับลำดับราชสกุลวงศ์เป็นองค์ที่ 28 กับเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวง มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2423 ตรงกับวันอาทิตย์แรม 3 ค่ำ เดือนอ้ายปีมะโรง จุลศักราช 1246 เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา ด้วยพระราชประสงค์ของพระบรมราชชนก ได้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ ได้ใช้พระวิริยะ อุตสาหะ และทรงดำเนินพระจริยวัตร เช่นประชาชนธรรมดา แม้บางครั้งได้ทรงรับภารกิจที่ยากลำบาก และมีความเสี่ยงอันตราย อย่างใหญ่หลวง เช่น การปราบจลาจลบนเกาะครีต ก็มิได้ทรงย่อท้อหวั่นเกรงแต่ประการใด เมื่อพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาเสด็จกลับมาประเทศไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับราชการในกองทัพเรือ ก็ได้ทรงทุ่มเทแนวพระราชดำริในการปรับปรุงการศึกษาวิชาการทหารเรือให้ทันสมัยเป็นรากฐานของกองทัพเรือไทย มาจนถึงปัจจุบัน อาทิได้ทรงก่อกำเนิดโรงเรียนนายเรือขึ้นที่พระราชวังเดิม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2449 โดยพระองค์ทรงเป็นครูสอนนักเรียนโรงเรียนนายเรือ ทรงให้เพิ่มการศึกษาวิชาดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ การเดินเรือ และทรงริเริ่มการใช้ระบบปกครองบังคับบัญชา ตามระเบียบการปกครองนายเรือ คือ การแบ่งให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชานักเรียนชั้นรองลงมา นอกจากนั้น ได้ทรงโปรดเกล้าให้สร้างโรงเรียนช่างกลขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่ง ทรงทำให้
นักเรียนนายเรือฝึกหัดภาคปฏิบัติในทะเล นอกเหนือจากการเรียนภาคทฤษฎี ทำให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่นคงนับตั้งแต่บัดนั้นกองทัพเรือจึงถวายนามพระองค์ท่านเป็น "องค์บิดาของทหารเรือไทย"
พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงมีพระเมตตาที่เปี่ยมล้น ในพระราชหฤทัย ได้เป็นมูลเหตุให้พระองค์สนพระทัยในการแพทย์ ทรงมุ่งศึกษาเกี่ยวกับตำราแพทย์แผนไทย จนสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้เจ็บป่วยได้อย่างมากมาย โดยมิทรงรับสิ่งใดตอบแทน พระเกียรติคุณในนามหมอพรได้ขจรขจาย ไปในประชาชนทุกเหล่าชั้น รวมทั้ง ในด้านการดนตรี พระองค์มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง ทรงนิพนธ์เพลงที่มีเนื้อหาปลุกใจให้มีความรักชาติ กล้าหาญ ยอมเสียสละชีวิตเพื่อชาติ อาทิ เพลงดอกประดู่ เพลงเดินหน้า เพลงดาบของชาติ เป็นต้น ซึ่งเพลงพระนิพนธ์ของพระองค์ท่านนับว่าเป็นเพลงปลุกใจ ที่มีอายุยืนยาวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะมีการขับร้องเพลงเหล่านี้สืบต่อกันมาตราบจนปัจจุบัน
พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญา ตรากตรำในการทรงงาน ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทำให้ทรงพระประชวรโรคภายใน จึงทรงลาออกจากราชการและต่อมาเสด็จไปประทับรักษา ณ ชายทะเลปากน้ำจังหวัดชุมพร ทรงประชวรเป็นไข้หวัดและได้สิ้นพระชนม์ ณ หาดทรายรี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2466 ในขณะที่มีพระชันษา 44 ปี
ถึงแม้ว่าพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จะสิ้นพระชนม์ไปเป็นเวลา 99 ปี แล้วก็ตาม แต่พระกรณียกิจของพระองค์ท่าน ทรงเป็นแบบอย่างของการปลูกฝังความรัก ความหวงแหนในอธิปไตยของชาติ ความกล้าหาญ และความเสียสละ เฉกเช่นบรรพบุรุษไทย โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยต้องเสียดินแดนและเงินค่าทำขวัญให้กับประเทศฝรั่งเศสในปี ร.ศ. 112 พระองค์ท่านทรงเตือนพระทัย ในเหตุการณ์สูญเสียครั้งนั้น จึงทรงให้นักเรียนนายเรือรวมทั้งพระองค์ท่านสักคำว่า "ร.ศ.112 ตราด" ไว้ที่หน้าอกทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระจริยวัตร และพระประวัติของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่สถิตสถาพรในดวงใจของคนไทยทุกคนในชาติ